Saturday, April 5, 2025

เข้าฝึกอบรมสัมมนาเอง ทางออนไลน์ 2 กิจกรรม

  โครงการอบรมออนไลน์ มหัศจรรย์หนังสือภาพสู่การพัฒนาทักษะรอบด้านสำหรับเด็กปฐมวัย

- อบรมเกี่ยวการพัฒนาทักษะรอบด้านของเด็กปฐมวัยผ่านการทำกิจกรรมและการใช้หนังสือนิทานเข้าช่วยในการพัฒนา




อบรมออนไลน์ กิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย

- อบรมเกี่ยวกับกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ แบบเชิงสร้างสรรค์ ให้เด็กได้มามีส่วนร่วมกับกิจกรรมได้รู้จักการเคลื่อนไหวต่างๆ









ครั้งที่ 17

 ความรู้ที่ได้

- กลุ่มสัมมนากลุ่มที่ 11 หัวข้อ คือ GEN Z สร้างสรรค์พาชาติไทยเจริญ

- Generation หรือที่เรียกสั้นๆว่า Gen คือ การแบ่งกลุ่มประชากรตามหลักประชากรศาสตร์ (Demography) โดยมีการแบ่ง Gen ตามช่วงปีเกิด โดยจะแบ่งเป็น 5 Gen คือ Gen B, Gen X, Gen Y, Gen Z และ Gen Alpha ซึ่งแต่ละรุ่นมีข้อดีและลักษณะพิเศษที่แตกต่างกัน 

- Gen B (Baby Boom Generation)

Gen B คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2489-2507 (1946-1964) บรรดาคนพวกนี้เกิดมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง ที่เรียกคนพวกนี้ว่าเจนบีเพราะว่าในระหว่างสงครามบรรดาผู้ชายต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ครั้นสงครามสงบลงก็เลยกลับมาแต่งงานแล้วรีบมีลูกกันยกใหญ่แบบว่าอั้นไว้นาน คน ที่เป็นเจนบีนี้เยอะมาก เรียกว่าบูม! คือเด็กเกิดกันแบบระเบิดเลยละ พ่อแม่ของคนพวกนี้ประสบความลำบากยากแค้นมาตลอดชีวิต จากวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลกเมื่อ พ.ศ.2472 ที่ส่งผลให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สองในที่สุด


- Gen X

Gen X คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2508-2522 (1965-1979) คนกลุ่มนี้ก็คือลูกหลานของพวกเจนบีนั่นเองซึ่งช่วง พ.ศ.2508-2522 นี้เป็นช่วงของสันติภาพ ความมั่งคั่งขยายไปทั่วโลก และแนวความคิดคุมกำเนิดพร้อมทั้งยาคุมกำเนิดเกิดมีขึ้นมากมาย จำนวนการเกิดของเด็กช่วงนี้จึงลดลงมาก บางทีก็เรียกพวกนี้ว่า Baby Bust Generation (Bust นี่ตรงกันข้ามกับบูม)


- Gen Y

Gen Y หรือ Millennials คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2523-2540 (1980-1997) เป็นกลุ่มคนที่โตมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์-อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีไอที พวกนี้เป็นลูกของพวกเจนเอ็กซ์ ที่ได้ชื่อว่าเจนวายก็เนื่องจากเห็นพ่อแม่กับ ปู่ ย่า ตา ยายทะเลาะเถียงกันในค่านิยมที่แตกต่างกันและเมื่อทะเลาะกันมากเข้าเรื่องก็ มาลงที่เด็กที่ไม่รู้เรื่องอะไร


- Gen Z

Gen Z คือ คนที่เกิดหลัง พ.ศ. 2541-2565 (1998-2024) กลุ่ม Gen Z นี้ จะเติบโตมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายที่อยู่แวดล้อม มีความสามารถในการใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ และเรียนรู้ได้เร็ว เพราะพ่อแม่ใช้สิ่งเหล่านี้อยู่ในชีวิตประจำวัน


- Gen Alpha

Gen A หรือ Gen Alpha คือ กลุ่มคนนี้จะเกิดในช่วงปี พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป หรือง่ายๆ คือคน เจนอัลฟ่านั้นจะเกิดในช่วง ศตวรรษที่ 21 นั่นเอง จึงเรียกว่าเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่


กิจกรรมที่ 1 เกมข้อความนำโชค เป็นเกมบิงโกที่ให้เราได้คิดถึงเครื่องแต่งกายในยุดต่างๆ ว่าแต่ละยุคนั้นแต่งตัวกันยังไงบ้าง นำมาใส่ตาราง เป็นเกมที่ช่วยฝึกคิด และการจำ


กิจกรรมที่ 2 ใครเร็วกว่ากัน การแต่งตัวที่ให้แต่ละกลุ่มนำเสื้อผ้ามาคนละหนึ่งชิ้น มาคิดและออกแบบให้เป็นเครื่องแต่งกาย ชิ้น 1 เป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมทักษะการคิด จินตนาการสร้างสรรค์ ออกแบบ


กิจกรรมที่ 3 มัดย้อมมัดใจ การรวมมือร่วมใจในการทำผ้ามัดย้อม ซึ่งเราสามารถนำไปปรับในในการสอนเด็กได้ พร้อมอาจเปลี่ยนอุปกรณ์จากเสื้อมาเป็นผ้าเช็ดหน้า เพื่อฝึกกล้ามเนื้อมือเด็กขณะทำกิจกรรม การออกแบบลวดลายของผ้ามัดย้อมตามจินตนาการ 


เครื่องมือที่ใช้ในการสอน

วิธีการ คือ ถามตอบ เเลกเปลี่ยนข้อมูล กิจกรรมGEN Z สร้างสรรค์พาชาติไทยเจริญ

สื่อ คือ โปรเจคเตอร์ เสื้อผ้าต่างๆ เพลง 










ครั้งที่ 16

 ความรู้ที่ได้

- กลุ่มสัมมนากลุ่มที่ 10 หัวข้อ คือ สร้างสรรค์ 3มิติ ในโลกกราฟฟิค

- การสร้างสรรค์ 3 มิติในโลกกราฟิกคือการสร้างโมเดลและภาพที่สามารถแสดงผลในมิติทั้งสามโดยการใช้ซอฟต์แวร์และเครื่องมือกราฟิกที่ช่วยในการออกแบบและจำลองวัตถุหรือสภาพแวดล้อมในรูปแบบ 3D ที่มีความสมจริงหรือเป็นนามธรรมตามความต้องการ

- การใช้เทคโนโลยีในการช่วยอำนวยความสะดวก เช่น การแต่งเพลง คำคล้องจอง หรือช่วยสรุปเนื้อหา

- การใช้เทคโนโลยีมาปรับใช้ในการสอนจะช่วยให้เด็กสามารถเข้าใจในสื่อเทคโนโลยีได้ง่าย ทันต่อโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

กิจกรรมที่ 1 การใช้โปรแกรมChatGPT ช่วยออกแบบสามมิติ


กิจกรรมที่ 2 การสร้างสามมิติจากดินน้ำมัน ที่เราได้ออกแบบไว้


กิจกรรมที่ 3 การใช้ChatGPT ช่วยแต่งคำคล้องจอง


เครื่องมือที่ใช้ในการสอน

วิธีการ คือ ถามตอบ เเลกเปลี่ยนข้อมูล กิจกรรมสร้างสรรค์ 3มิติ ในโลกกราฟฟิค

สื่อ คือ โปรเจคเตอร์ เพลง ดินน้ำมัน 













ครั้งที่ 15

ความรู้ที่ได้

- กลุ่มสัมมนากลุ่มที่ 9 หัวข้อ คือ Coding คิดได้ เล่นเป็น

- จัดรูปแบบอนนไลน์

- Coding เป็นการเรียนรู้แนวคิดการเขียนโปรแกรม (Coding) โดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ เป็นการเรียนแบบออฟไลน์ โดยใช้อุปกรณ์ที่จับต้องได้ เช่น กระดาษ ผ้า เกม หรือการเล่นร่วมกัน ซึ่งเหมาะสำหรับเด็กเล็กหรือผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเรียนรู้หลักการพื้นฐานของ Coding

- Coding สำหรับเด็กอนุบาล 

ในวัยอนุบาล เด็ก ๆ จะเรียน Coding ในรูปแบบ Unplugged Coding เป็นการเรียนรู้แบบไม่ใช้คอมพิวเตอร์ แต่เรียนรู้ผ่านการเล่น เรียนรู้จากการใช้ชีวิตประจำวัน ผ่านสื่อที่เหมาะกับเด็กวัยอนุบาล เช่น กิจกรรมสนุก ๆ เกม นิทาน บัตรภาพ หรือบทเพลง


- Coding เป็นการสอนให้ลูกรู้จักแก้ปัญหาจากโจทย์ง่าย ๆ ที่ตั้งไว้ เช่น จะพาหนูน้อยหมวกแดงเดินทางไปเส้นทางไหนที่ไม่ผ่านสวนดอกไม้และหมาป่า เด็ก ๆ จะได้ฝึกการคิดแก้ปัญหา การวางแผนอย่างเป็นระบบ ผ่านการเขียนชุดคำสั่งเป็นโค้ด รหัส หรือสัญลักษณ์ง่าย ๆ เช่น ลูกศร หรือการใช้สีแทนค่าแทนคำตอบ โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างโจทย์ง่าย ๆ ได้เพื่อให้เด็กได้ลงมือทำด้วยตนเองและเกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้


- Coding สำคัญกับเด็ก ๆ อย่างไร

  • รู้จักวางแผนอย่างเป็นลำดับขั้นตอน
  • รู้จักการคิดแบบยืดหยุ่น
  • ได้พัฒนาการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลและเป็นระบบ
  • ได้ฝึกการคิดแก้ปัญหา


กิจกรรมที่ สร้างแบบCoding ให้สร้างCoding เกี่ยวกับอะไรก็ได้ ซึ่งจะสร้างทำเป็นสื่อการเรียนการสอนของเด็กอนุบาลได้ด้วย


เครื่องมือที่ใช้ในการสอน

วิธีการ คือ ถามตอบ เเลกเปลี่ยนข้อมูล กิจกรรมCoding คิดได้ เล่นเป็น

สื่อ คือ เกมCoding








ครั้งที่ 14

ความรู้ที่ได้

- กลุ่มสัมมนากลุ่มที่ 8 หัวข้อ คือ STEM Fun and Learn สนุกคิด สนุกสร้าง

- STEM ย่อมาจาก Science, Technology, Engineering and Mathematics หรือการบูรณาการความรู้ระหว่าง 4 สาขาวิชา ซึ่งได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์

- STEM  คือการนำเอาทักษะ STEM มาจัดเป็นรูปแบบการศึกษา ที่ผสานรวมหรือบูรณาการความรู้ทั้ง 4 สาขาเข้าด้วยกัน

  1. Science (วิทยาศาสตร์) เน้นไปที่การศึกษาหาความรู้เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติ ผ่านกระบวนการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Enquiry) ซึ่งได้แก่ การตั้งสมมติฐานค้นคว้าอย่างมีขั้นตอน รวบรวมหลักฐาน ทดลองเพื่อพิสูจน์ และสรุปยอดความรู้ตามข้อมูลที่ได้
  2. Technology (เทคโนโลยี) เน้นไปที่การนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง รวมไปถึงการแก้ปัญหา ปรับปรุง พัฒนาหรือคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ที่ช่วยตอบสนองความต้องการของคนเรา โดยอาศัยกระบวนการทำงานทางเทคโนโลยี
  3. Engineering (วิศวกรรมศาสตร์) เน้นไปที่การนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มาใช้พัฒนาเครื่องจักร หรือสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ สำหรับอำนวยความสะดวกและยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์และธรรมชาติรอบตัวเรา
  4. Mathematics (คณิตศาสตร์) เน้นไปที่การคำนวณ ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ เช่น การเปรียบเทียบ การจัดกลุ่ม การจำแนก รวมถึงการบอกรูปร่างและคุณสมบัติต่าง ๆ เป็นต้น และยังให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความคิดรวบยอด (Concept) คณิตศาสตร์จึงถือเป็นสาขาวิชาที่ช่วยเชื่อมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์เข้าไว้ด้วยกัน

- ความสำคัญของ STEM

  • การแก้ปัญหาและนวัตกรรมความรู้และทักษะในวิชา STEM ช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคม
  • การพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21การศึกษาในวิชา STEM ช่วยพัฒนาทักษะที่สำคัญ เช่น การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และการสื่อสาร ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในยุคที่เทคโนโลยีและข้อมูลมีบทบาทสำคัญ


กิจกรรมที่ 1 นักสืบลายนิ้วมือ สืบหาคนร้ายจากลายนิ้วมือ ช่วยฝึกการสังเกต คิดวิเคราะห์เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ


เครื่องมือที่ใช้ในการสอน

วิธีการ คือ ถามตอบ เเลกเปลี่ยนข้อมูล กิจกรรมSTEM Fun and Learn สนุกคิด สนุกสร้าง

สื่อ คือ โปรเจคเตอร์ เพลง สืบหาลายนิ้วมือ




ครั้งที่ 13

   ความรู้ที่ได้

- กลุ่มสัมมนากลุ่มที่ 7 หัวข้อ คือ สารนิทัศน์ ประเมินเด็กได้จริงหรือ ?

- สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย (Documentation for Young Children)

หมายถึง การจัดทำข้อมูลที่ เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย จากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวที่บันทึกไว้เป็นระยะ จะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา อีกทั้งยังสะท้อนถึง ประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูด้วย

- สารนิทัศน์ -- กระบวนการจัดทำสารนิทัศน์ 

  • สารนิทัศน์ประเภทที่ 1 การบรรยายเรื่องราวหรือประสบการณ์ 
  • สารนิทัศน์ประเภทที่ 2 การสังเกตพัฒนาการเด็ก 
  • สารนิทัศน์ประเภทที่ 3 แฟ้มสะสมผลงาน 
  • สารนิทัศน์ประเภทที่ 4 ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม 
  • สารนิทัศน์ประเภทที่ 5 การสะท้อนตนเอง


- สารนิทัศน์สำคัญอย่างไร 

การจัดทำสารนิทัศน์ เป็นการจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานหรอืแสดงใหเ้ห็นร่องรอยของ การเจริญ เติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งหลักฐานและข้อมูลที่บันทึกเป็นระยะๆ จะเป็นข้อมูลอธิบายภาพเด็ก สามารถบ่งบอกถึงพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา

  • พอร์ตโฟลิโอสำหรับเด็กเป็นรายบุคคล เช่น การเก็บชิ้นงานหรือภาพถ่ายเด็กขณะทำกิจกรรม มีการใช้แถบ บันทึก เสียง แถบบันทึกภาพแสดงให้ เห็นถึงความก้าวหน้าในงานที่เด็กทำ เป็นต้น
  •  การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับ เช่น การสอนแบบโครงการ (Project Approach) สามารถให้สารนิทัศน์เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กทุกด้าน ทั้งประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กและการสะท้อนตนเองของครู รูปแบบการบรรยายเรื่องราวจึงมีหลายรูปแบบ อาจได้จากการบันทึกการสนทนาระหว่างเด็กกับครู เด็กกับเด็ก การบันทึกของครู 
  •  การสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็ก เช่น ใช้แบบสังเกตพัฒนาการ การบันทึกสั้น เป็นต้น 
  •  ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม ที่แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ ความสามารถ ทักษะจิตนิสัยของเด็ก ครูที่ชำนาญจะนำผลงานของเด็กมาใช้ดูพัฒนาการและกระบวนการทำงานของเด็ก ครูส่วนใหญ่มักจะเก็บผลงาน



- สารนิทัศน์มีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร 

  • การจัดทำสารนิทัศน์ที่หลากหลาย จะช่วยครูในแง่ของการตรวจสอบคุณภาพของการศึกษาที่ดี เนื่องจากการศึกษาในปัจจุบันเน้นการประเมินเพื่อตรวจสอบความเข้มแข็งของการศึกษา ซึ่งส่งผลให้โรงเรียนและหน่วยงานที่จัดโปรแกรมการศึกษาปฐมวัย 
  • ครูที่จัดทำสารนิทัศนอ์ย่างสม่ำเสมอ จะจัดประสบการณ์ให้กับเด็กได้สอดคล้องปัญหาและพัฒนาการเด็ก ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาสมองอย่างชัดเจน สารนิทัศน์สามารถช่วยครูให้จัดประสบการณ์ให้กับเด็กได้ตรงประเด็น เนื่องจากงานวิจัยเกี่ยวกับสม
  • ครูจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อจัดทำสารนิทัศน์ เพราะจะมีการวางแผนทั้งด้านการจัดชั้นเรียน การตัดสินใจว่าจะทำอะไรก่อนหลัง รวมถึงการใช้คำถามเพื่อกระตุ้นเด็ก เนื่องจากครูมีข้อมูลและสารสนเทศที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กิจกรรม คือ วางเเผนการทำสื่อ โดยออกเเเบบลงกระดาษ เเละค่อยลงมือประดิษฐ์สื่อ โดยเลือกทำวัฏจักรของผีเสื้อ


อุปกรณ์ที่เลือก แผงไข่ สี กรรไกร ฝาขวด หลอด แก้ว


เครื่องมือที่ใช้ในการสอน

วิธีการ คือ ถามตอบ เเลกเปลี่ยนข้อมูล กิจกรรมสารนิทัศน์ ประเมินเด็กได้จริงหรือ ?

สื่อ คือ โปรเจคเตอร์ เพลง แผงไข่ สี กรรไกร ฝาขวด หลอด แก้ว











ครั้งที่ 12

ความรู้ที่ได้

- กลุ่มสัมมนากลุ่มที่ 6 หัวข้อ คือ สร้างภูมิคุ้มกันในโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่ใช้ EF ไม่ได้แล้ว

- ทักษะสมอง Executive Functions หรือ EF คือ เป็นกระบวนการทำงานของสมองส่วนหน้าที่ช่วยให้คนเราสามารถควบคุม ความคิด อารมณ์ พฤติกรรม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ กล่าวได้ว่า EF เป็นความสามารถของสมองที่ใช้บริหารจัดการชีวิตในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งในด้านการเรียน การทำงาน โดยที่เราสามารถฝึกฝน และพัฒนาทักษะสมอง EF ได้อย่างต่อเนื่อง โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะสมอง EF คือ ช่วงปฐมวัย เพราะสมองส่วนหน้าพัฒนา

ได้มากที่สุด ผู้ที่ได้รับการฝึกฝน EF จะเป็นผู้ที่สามารถคิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น

มีสุขภาพกายและใจที่ดี และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข


องค์ประกอบของ EF (Executive Functions)

นักวิชาการในประเทศไทยจากองค์กรต่าง ๆ ได้แบ่งทักษะ EF ออกเป็น 9 ด้าน และสามารถ

แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ 3 ทักษะ ดังนี้


กลุ่มทักษะพื้นฐาน


1. ความจำเพื่อใช้งาน (Working Memory) การจำข้อมูล และจัดการกับข้อมูล คิดเชื่อมโยง

กับประสบการณ์เดิม และประมวลผลเพื่อนำไปใช้งานต่อ


2. การยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) หยุดคิด และไตร่ตรองก่อนทำหรือพูด พิจารณาข้อมูลต่าง ๆ และรู้จักรอ


3. การยืดหยุ่นความคิด (Shift/Cognitive Flexibility) ปรับความคิดเมื่อเงื่อนไข หรือสถานการณ์เปลี่ยนไป รู้จักคิดนอกกรอบ และเห็นวิธีการรวมทั้งโอกาสใหม่ ๆ


กลุ่มทักษะกำกับตนเอง


4. การจดจ่อใส่ใจ (Focus/Attention) มีสมาธิต่อเนื่อง จดจ่อในสิ่งที่ทำ


5. การควบคุมอารมณ์ (Emotional Control) จัดการกับอารมณ์ และแสดงออกได้อย่าง

เหมาะสม มีความมั่นคงทางอารมณ์


6. การติดตามประเมินตนเอง (Self-Monitoring) รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ทบทวนการกระทำ

และสะท้อนผลการกระทำของตัวเองได้ แก้ไขเมื่อพบข้อบกพร่อง


กลุ่มทักษะการปฏิบัติ


7. การริเริ่มและลงมือทำ (Initiating) มีความคิดริเริ่ม คิดนอกกรอบได้ ตัดสินใจลงมือทำ

ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้ใครเตือน


8. การวางแผนและจัดระบบดำเนินการ (Planning and Organising) ตั้งเป้าหมาย วางแผน

เป็นขั้นตอน จัดลำดับความสำคัญ ดำเนินการอย่างเป็นระบบ


9. การมุ่งเป้าหมาย (Goal-Directed Persistence) มีแรงจูงใจ และความพยายามเพื่อทำตาม

เป้าหมายที่ตั้งไว้ให้สำเร็จ มีความมุ่งมั่น อดทนต่อความยากลำบากได้


- EF สำคัญต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร

ทักษะสมอง EF เป็นทักษะที่ต้องได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะสมอง EF คือช่วงวัยปฐมวัย 3 – 6 ปี สำหรับการพัฒนาทักษะสมอง EF ในวัยเด็ก มีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จด้านการเรียน เพราะเด็กใช้ทักษะนี้เพื่อจดจำเนื้อหาที่เรียน ทำตามคำสั่ง

ได้ต่อเนื่อง หลีกเลี่ยงต่อสิ่งเร้าที่จะทำให้วอกแวกกับการเรียน ปรับตัวเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง

กฎระเบียบ แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้เหมาะสม ควบคุมอารมณ์ของตนเอง และทำงานที่ได้รับมอบหมายเป็นเวลายาวนานได้ นอกจากเรื่องการเรียนแล้วยังช่วยเรื่องสังคม เช่น การทำงานเป็นกลุ่ม ความเป็นผู้นำ กล้าคิดตัดสินใจ ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง และทำงานจนบรรลุเป้าหมาย


กิจกรรมที่ทำคือ การเลือกนิทาน 1 เรื่อง กระต่ายกับเต่า พร้อมบอกว่านำไปใช้ในการสอนได้อย่างไร มีข้อคิดอะไร สามารถนำมาปรับใช้ในศตวรรษ 21


เพลง EF ของอาจารย์ดร.จินตนา สุขสำราญ

ทักษะ ทักษะพื้นฐาน เรื่องราวเล่าขานความจำเพื่อใช้งาน    

ตรึงตรงช้ำใจนานนาน (ซ้ำ) ยืดหยุ่นสำราญคิดนอกกรอบเอย (ซ้ำ)

จดจ่อ สมาธิมั่น ควบคุมนั้นหนาอารมณ์ตนเอง


ทบทวน ทบทวน โดยพลัน (ซ้ำ) อย่าหุนหันปรับแก้ให้ดี (ซ้ำ)


คิดแล้วต้องลงมือ วางแผนนั้นหรือเพื่อดำเนินการ


พากเพียร พากเพียรจนชำนาญ (ซ้ำ) สุข..สราญบรรลุเป้าไปเลย (ซ้ำ)



เครื่องมือที่ใช้ในการสอน

วิธีการ คือ ถามตอบ เเลกเปลี่ยนข้อมูล กิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันในโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่ใช้ EF ไม่ได้แล้ว

สื่อ คือ โปรเจคเตอร์ เพลงef











ครั้งที่ 11 สัมมนาในหัวข้อ Unlock Your English adventure (สัมมนากลุ่มตัวเอง)

ความรู้ที่ได้

- กลุ่มสัมมนากลุ่มที่ 5 หัวข้อ คือ Unlock Your English adventure (สัมมนากลุ่มตัวเอง)

- การเรียนภาษาอังกฤษในช่วงปฐมวัยจะเน้นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่สนุกสนาน เช่น เกม เพลง และการเล่านิทาน ซึ่งช่วยทำให้เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากขึ้นและไม่รู้สึกว่าการเรียนภาษาเป็นเรื่องยากหรือเครียด

- การเรียนรู้ภาษาอังกฤษตั้งแต่ปฐมวัยจะช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในการสื่อสาร การได้ฝึกพูดและใช้ภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆ จะทำให้เด็กกล้าใช้ภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาทักษะการพูดและการฟัง

- ภาษาอังกฤษช่วยเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้คำศัพท์และแนวคิดใหม่ๆ ซึ่งสามารถกระตุ้นการคิดสร้างสรรค์และการพัฒนาทักษะในการแก้ปัญหา เด็กจะสามารถเชื่อมโยงความคิดและใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เมื่อมีคำศัพท์และภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร

- การเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับเด็กปฐมวัยไม่จำเป็นต้องจำกัดเฉพาะการเรียนในห้องเรียนเท่านั้น แต่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างหลากหลาย ตัวอย่างเช่น การสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับสิ่งรอบตัว เช่น ชื่อของสิ่งของในห้องเรียน หรือชื่ออาหารที่เด็กทาน การเรียนรู้คำศัพท์ง่ายๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจวัตรประจำวัน เช่น "eat", "drink", "play", "sleep" จะช่วยให้เด็กสามารถใช้ภาษาอังกฤษในบริบทที่จริงจังและเข้าใจง่าย นอกจากนี้ การใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันยังสามารถเสริมสร้างความคุ้นเคยและช่วยให้เด็กเกิดความมั่นใจในการพูดและฟังภาษาอังกฤษได้ดียิ่งขึ้น

- การส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในเด็กปฐมวัยจึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กสามารถรับมือกับโลกที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทายต่างๆ ในอนาคต


- กิจกรรมที่ 1 ได้ เล่นกิจกรรมเรียงคำศัพท์ โดยมีกติกา ใช้หลอดดูดอักษรต่างๆ เรียงคำศัพท์ให้ถูกต้อง


- กิจกรรมที่ 2 ได้ เล่นกิจกรรม HOLLYWOOD GAME คือการยกตัวอักษรแล้วพูดคำที่อยู่ในหมวดนั้น เช่น หมวดสัตว์ C Cat แคคท แมว


- พร้อมสรุปเเละนำเสนอที่จากได้ จากการทำกิจกรรม Unlock Your English adventure ของเเต่ละกลุ่ม


เครื่องมือที่ใช้ในการสอน

วิธีการ คือ ถามตอบ เเลกเปลี่ยนข้อมูล กิจกรรมUnlock Your English adventure

สื่อ คือ โปรเจคเตอร์ เพลงเด็กภาษาอังกฤษ ตัวอักษรภาษาอังกฤษ


ลิงค์ไฟล์เกี่ยวกับโครงการสัมมนาในหัวข้อ Unlock your English Adventure  https://drive.google.com/drive/folders/1WN60aJwgbLjnnFW1qYXREQOHBzRJQqFS?usp=drive_link















ครั้งที่ 10

 ความรู้ที่ได้

- กลุ่มสัมมนากลุ่มที่ 4 หัวข้อ คือ ทดลองอย่างนักวิทย์สนุกคิดกับวิทยาศาสตร์

- ทดลองอย่างนักวิทย์สนุกคิดกับวิทยาศาสตร์ คือ การสัมมนาที่เน้นการทดลองหรือการทดสอบในรูปแบบวิทยาศาสตร์ เพื่อศึกษาหรือทดลองสิ่งต่างๆ โดยใช้วิธีการที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ (Empirical Evidence) หรือการวิจัยที่สามารถทดสอบและสังเกตผลลัพธ์ได้อย่างมีระบบ นอกจากนี้ยังเน้นการเรียนรู้และการทดลองจากกระบวนการจริง เช่น การตั้งสมมติฐาน การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ผล การทดลอง และการสรุปผล

- การสัมมนานี้มีลักษณะการทดลองที่ให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือปฏิบัติหรือทดลองด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง โดยอาจรวมถึงการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์, การทำแบบทดสอบ, การวิเคราะห์ข้อมูล, หรือการจำลองสถานการณ์ต่างๆ 


กิจกรรมที่ 1 สีสัน COLORFUL โดยใช้ปากกาเคมีวาดรูปอะไรก็ได้ลงกระดาษทิชชู่ เเล้วนำน้ำเปล่ามาหยด


กิจกรรมที่ 2 ออกเเบบเรือให้ลอยได้ ให้อยู่ให้ได้นานและสามารถรับน้ำหนักได้ โดยมีอุปกรณ์ ได้เเก่ ตะเกียบ หลอด กระดาษลัง 


เครื่องมือที่ใช้ในการสอน

วิธีการ คือ ถามตอบ เเลกเปลี่ยนข้อมูล กิจกรรมทดลองอย่างนักวิทย์สนุกคิดกับวิทยาศาสตร์

สื่อ คือ โปรเจคเตอร์ เพลง ตะเกียบ หลอด กระดาษลัง 








ครั้งที่ 9

ความรู้ที่ได้

- กลุ่มสัมมนากลุ่มที่ 3 หัวข้อ คือ แก้ปัญหาสร้างสรรค์ชีวิตไม่ตกเทรนด์

- แก้ปัญหาสร้างสรรค์ชีวิตไม่ตกเทรนด์ คือ กระบวนการคิดรูปแบบใหม่ๆที่จะทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไปถึงเป้าหมายที่ต้องการด้วยวิธีการหรือเทคนิคต่างๆที่สร้างสรรค์ต่างจากเดิม ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ กระบวนการใหม่ๆ ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมได้

กิจกรรมที่ 1 ได้เเก้ปัญหา เอาเชือกออกจากกันโดยไม่ปล่อยเชือก อุปกรณ์เชือก 2 เส้น 


กิจกรรมที่ 2 ได้ให้เเก้ปัญหา เขาวงกตปริศนา ช่วยกันคิดแก้ปัญหาโดยการใช้เชือกกับหนังยางในการมัดปากกาเคมีจากนั้นช่วยกันลากจากจุดเริ่มต้นไปหาทางออก


กิจกรรมที่ 3 ได้ร่วมสรุป นำเสนอ วิธีการที่ได้ลงมือแก้ปัญหาสร้างสรรค์ ออกจากเขาวงกต


เครื่องมือที่ใช้ในการสอน

วิธีการ คือ ถามตอบ เเลกเปลี่ยนข้อมูล กิจกรรมแก้ปัญหาสร้างสรรค์ชีวิตไม่ตกเทรนด์

สื่อ คือ โปรเจคเตอร์ เพลง เขาวงกต












ครั้งที่ 8

  ความรู้ที่ได้

- กลุ่มสัมมนากลุ่มที่ 2 หัวข้อ คือ Lose Parts Play สิ่งที่เด็กๆสร้างได้

- Lose Parts Play คือ การเล่นกับวัสดุ สิ่งของ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ทั้งที่เป็นของจากธรรมชาติ หรือเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น อาจมีอยู่แล้วในครัวเรือน เป็นของที่ไม่ใช้แล้ว หรือเป็นขยะที่ทิ้งแล้ว ซึ่งสามารถเคลื่อนย้าย ถอดออก และนำมาต่อ ติด ประกอบเล่นด้วยกันได้


- วัสดุ Lose Parts Play

• วัสดุจากธรรมชาติ : ดอกไม้สด ดอกไม้แห้ง ใบไม้ กิ่งไม้ น้ำ ทราย ดิน ใบตอง ผลไม้ ก้อนหิน ฟาง ทางมะพร้าว เมล็ดพันธุ์ ฯลฯ


• วัสดุที่ใช้แล้ว / วัสดุรีไซเคิล : กล่องลัง แกนทิชชู เชือก ถุงพลาสติก หลอด  กระดุม ลูกปัด ขวดแชมพู กล่องนม โฟม ฟองน้ำ ฯลฯ


• วัสดุที่มนุษย์สร้างขึ้น : ไม้หนีบผ้า สายยาง ถังน้ำ ฯลฯ


- Loose parts Play เล่นแล้วดีอย่างไร

1. เสริมสร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เด็ก ๆ ได้สนุกกับการนำสิ่งของที่เป็น Loose parts มาประกอบ เชื่อมโยง และประยุกต์ให้เป็นของเล่นต่าง ๆ ตามไอเดียของเขา เช่น นำกล่องลังมาทำเป็นบ้าน นำใบไม้มาสมมติเป็นผักเล่นขายของ นำแกนทิชชู ฝาน้ำอัดลม เชือก กิ่งไม้ มาประกอบรวมกันเป็นรถ นำผ้าเช็ดตัวมาคลุมทำเป็นผมยาว เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็ก ๆ สนุกกับการคิดและลงมือปฏิบัติจริง ได้ใช้ความคิดที่อิสระ และเปิดกว้าง


2. เปิดโอกาสให้ค้นพบศักยภาพในตัวเอง เพราะการเล่น Loose parts เป็นการเล่นที่หลากหลาย เด็ก ๆ สามารถสนุกกับการเป็นนักประดิษฐ์ นักศิลปะตัวน้อย นักแสดงบทบาทสมมติ คนทำสวน ปลูกผัก นักสำรวจธรรมชาติ ช่างแต่งหน้า ช่างทำผม นักวิทยาศาสตร์ และกิจกรรมอีกมากมายที่เด็ก ๆ ได้สนุกไปกับสิ่งที่นำมาเล่น ซึ่งจะทำให้ได้ค้นพบและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา


3. ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัว การนำของไม่ใช้แล้ว ของเหลือใช้ หรือขยะต่าง ๆ มาประดิษฐ์ หรือนำกลับมาใช้ใหม่ นอกจากจะเป็นการช่วยลดขยะแล้ว ยังเป็นการสอนให้เด็ก ๆ รู้จักคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ และรู้จักนำสิ่งของเหล่านั้นกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อีกครั้งด้วย 


- Loose Parts Play เป็นกิจกรรมเด็กได้ฝึกการคิดในรูปแบบที่หลากหลาย สร้างจินตนาการในการเล่นกับวัสดุที่มีและปรับเปลี่ยนให้เป็นในสิ่งที่สื่อถึงความคิดของเด็กๆ ได้สร้างสรรค์สิ่ งใหม่ๆ คิดนอกกรอบ ค้นหาวิธีที่สร้างสรรค์และแปลกใหม่เกิดความสามารถในการแก้ปัญหาคิดอย่างมีวิจารณญาณ เรียนรู้และทําความเข้าใจ สิ่งรอบตัว สํารวจและลองผิดลองถูก


เครื่องมือที่ใช้ในการสอน

วิธีการ คือ ถามตอบ เเลกเปลี่ยนข้อมูล กิจกรรมเกี่ยวกับ Lose Parts Play

สื่อ คือ โปรเจคเตอร์ วัสดุต่างๆ







ครั้งที่ 7

 ความรู้ที่ได้

- กลุ่มสัมมนากลุ่มแรก หัวข้อ คือ สร้างนวัตกรรมน้อย ด้วย GPASS 5 STEP

- ความหมาย คือ การเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) เป็นโครงสร้างทักษะกระบวนการคิด 5 ประการ ซึ่งเรียกว่า GPAS 5 Step 


- กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ 5 ขั้น (GPAS 5 Steps) มีสาระสำคัญ ดังนี้


G การรวบรวมและเลือกข้อมูล (GATHERING)

  • แสวงหาข้อมูลรอบด้านเพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ (Gathering) ผู้เรียนเกิดการสังเกต หรือตั้งข้อสงสัยในปัญหาจากการกระตุ้นของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น การสร้างสถานการณ์เพื่อฝึกให้ผู้เรียนตั้งคำถามกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในชุมชน ทำให้ผู้เรียนต้องการหาคำตอบด้วยตัวเองด้วยการสืบค้นความรู้จากแหล่งข้อมูลรอบตัว

P การจัดกระทำข้อมูล (PROCESSING)

  • คิด-วิเคราะห์-สรุปความรู้เพื่อวางแผนเตรียมปฏิบัติ (Processing) ผู้เรียนนำข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่รวบรวมได้มาร่วมกันวิเคราะห์ ว่าจะสามารถนำไปแก้ปัญหาหรือสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร จากนั้นจึงจัดจำแนกข้อมูล และนำไปวางแผนการปฏิบัติ เช่น การคิดสร้างนวัตกรรมเพื่อนำไปแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน

A การประยุกต์ใช้ความรู้ (APPLYING)

  • ลงมือทำจริง แก้ปัญหาจริง เพื่อพัฒนาหาแนวทางที่ดีที่สุด (Applying 1) ผู้เรียนนำองค์ความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์และวางแผนแล้วไปปฏิบัติและลงมือทำ โดยจะเกิดการเรียนรู้จากการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการปฏิบัติจริง การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาให้เกิดผลสำเร็จที่ดียิ่งขึ้นต่อไป
  • สื่อสารและนำเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย (Applying 2) ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานและการแก้ปัญหา จนสามารถสรุปออกมาเป็นหลักการ สื่อสารผ่านการนำเสนอในรูปแบบแผนภาพความคิด นำเสนอเป็นรายงาน การอภิปราย การบรรยาย หรือจัดทำเป็นสื่อต่างๆ

S การกำกับตนเอง หรือ การเรียนรู้ได้เอง (SELF–REGULATING)

  • สร้างคุณค่าให้ผลงาน ต่อยอดประโยชน์สู่สังคม (Self-Regulating) ผู้เรียนมีจิตสาธารณะและเห็นคุณค่าในผลงาน สามารถขยายผลหรือต่อยอดองค์ความรู้นั้น เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม หรือแก้ไขปัญหาสังคมในด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงกับบริบทของแต่ละชุมชน


เครื่องมือที่ใช้ในการสอน

วิธีการ คือ ถามตอบ เเลกเปลี่ยนข้อมูล กิจกรรมเกี่ยวกับGPASS

สื่อ คือ โปรเจคเตอร์













ครั้งที่ 6

 เนื่องจากว่าตรงกับการนำเสนอ AAR อาจารย์ได้ให้เข้ามาพูดคุยเช็คชื่อ เเละให้ไปเตรียมตัวดำเนินงานของสัมมนาหัวข้อของตนเอง



ครั้งที่ 5 สัปดาห์ภาษาอังกฤษ

ครั้งที่ 4

 ความรู้ที่ได้

- ตอนเช้า อาจารย์ให้ไปใส่บาตรของมหาลัยที่คณะศึกษาศาสตร์เป็นเจ้าภาพตอนเสร็จแล้วก็ขึ้นมาเรียนตามปกติ 

- แล้วก็เช็คปฏิทินว่ามีพฤหัสไหนตรงกับวันหยุดบ้าง แล้วให้แต่ละกลุ่มเลือกวันเพื่อที่จะจัดสัมมนากัน ทำเป็นตารางส่งให้อาจารย์ โดยใช้วิธีหมุนวงล้อเลือกวันสัมมนา

1.สร้างนวัตกรน้อยด้วย GPASS 5 Step

2.สารนิทัศน์ประเมินเด็กได้จริงหรือ

3.สร้างภูมิคุ้มกันในโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่ใช้ EF ไม่ได้แล้ว

4. Coding คิดได้ เล่นเป็น

5.สร้างสรรค์ 3มิติ ในโลกกราฟฟิค

6.STEM Fun and Learn สนุกคิด สนุกสร้าง

7.แก้ปัญหาสร้างสรรค์ชีวิตไม่ตกเทรนด์

8.Loose part play วัสดุเล็กๆที่สร้างได้

9.Unlock your English Adventure

10.GEN Z สร้างสรรค์พาชาติไทยเจริญ

11.ทดลองอย่างนักวิทย์สนุกคิดกับวิทยาศาสตร์

- อาจารย์ได้ให้เขียนเกี่ยวกับการจัดสัมมนาว่าจะจัดกิจกรรมสัมมนาด้วยวิธีใดและอย่างไร จะดำเนินการเวลาประมาณเท่าไหร่ ใช้อุปกรณ์อะไรบ้างในการจัดสัมมนา

- คำสั่งเเต่งตั้ง ประชาสัมพันธ์ วิทยาการ ทีมงาน ติดประกาศ


- สถานที่ในการจัดสัมมนา ของเบรก เอกสาร


- พิธีเปิด จุดลงทะเบียน


-การกล่าวรายงาน นำสู่การอบรม คำพิธีเปิด ออกเเบบการประเมิน สัมภาษณ์ คลิป คำกล่าว ปิดเตรียมการให้พร้อม 


เครื่องมือที่ใช้ในการสอน

วิธีการ คือ ถามตอบ เเลกเปลี่ยนข้อมูล

สื่อ คือ -





ทำบุญใส่บาตร








ครั้งที่ 3

 วันนี้อาจารย์บอกว่าไม่ต้องเข้าคลาส แต่ให้แต่ละกลุ่มแยกย้ายกันไปทำโครงการของสัปดาห์ที่แล้ว ที่คุยกันในกลุ่ม หาข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อสัมมนาที่จะจัดว่าต้องเรียนรู้เกี่ยวกับอะไร แบ่งหน้าที่กันให้ชัดเจน แล้วนำส่งให้อาจารย์ดูก่อนเข้าเรียนในสัปดาห์ถัดไป

ลิงค์ไฟล์เกี่ยวกับโครงการสัมมนาในหัวข้อ Unlock your English Adventure  https://drive.google.com/drive/folders/1WN60aJwgbLjnnFW1qYXREQOHBzRJQqFS?usp=drive_link





ครั้งที่ 2

  ความรู้ที่ได้

- อาจารย์ได้ให้ มีการเข้าฝึกอบรมสัมมนาเองทางออนไลน์ 2 กิจกรรม

- เเบ่งกลุ่มทำสัมมนา โดยมีการจับเลือก ชื่อเรื่อง ที่อาจราย์จัดไว้ให้


- ได้เรื่องเกี่ยวกับ ภาาอังกฤษ


- คิดชื่อ โครงการสัมมนาเกี่ยวกับภาาาอังกฤษสำหรับเด็กปฐมวัย และนำไปเสนออาจารย์ จนได้ชื่อ Unlock your English Adventure


- นำไปศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อที่เราจะจัดสัมมนาว่า Unlock your English Adventure จะต้องรู้อะไร เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

1. "การเสริมสร้างทักษะภาษาอังกฤษในเด็กปฐมวัย: การเรียนรู้ผ่านการเล่นและกิจกรรมที่สนุกสนาน"

ในวัยเด็กปฐมวัย การเรียนรู้ภาษาอังกฤษจะต้องถูกออกแบบให้เหมาะสมกับพัฒนาการทางสมองและความสนใจของเด็ก ซึ่งกิจกรรมที่สนุกสนานและกระตุ้นความสนใจเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างทักษะทางภาษาของเด็ก เช่น เกมต่างๆ ที่เด็กสามารถเล่นได้ร่วมกับเพื่อน หรือการเล่นที่มีการใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเพื่อให้เด็กได้ฝึกพูดและฟังไปพร้อมกัน อีกทั้งการร้องเพลงภาษาอังกฤษก็เป็นวิธีที่ดีในการเสริมสร้างความคุ้นเคยกับเสียงและท่วงทำนองของภาษา การเล่านิทานภาษาอังกฤษสามารถกระตุ้นจินตนาการของเด็กและทำให้เด็กสามารถเข้าใจคำศัพท์และประโยคง่ายๆ ได้ดีขึ้น การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่สนุกสนานจะช่วยให้เด็กมีแรงจูงใจในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน


2. "การใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันของเด็กปฐมวัย: สร้างความคุ้นเคยและการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ"

การเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับเด็กปฐมวัยไม่จำเป็นต้องจำกัดเฉพาะการเรียนในห้องเรียนเท่านั้น แต่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างหลากหลาย ตัวอย่างเช่น การสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับสิ่งรอบตัว เช่น ชื่อของสิ่งของในห้องเรียน หรือชื่ออาหารที่เด็กทาน การเรียนรู้คำศัพท์ง่ายๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจวัตรประจำวัน เช่น "eat", "drink", "play", "sleep" จะช่วยให้เด็กสามารถใช้ภาษาอังกฤษในบริบทที่จริงจังและเข้าใจง่าย นอกจากนี้ การใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันยังสามารถเสริมสร้างความคุ้นเคยและช่วยให้เด็กเกิดความมั่นใจในการพูดและฟังภาษาอังกฤษได้ดียิ่งขึ้น


3. "บทบาทของครูในการส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษในเด็กปฐมวัย"

ครูมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษให้กับเด็กปฐมวัย โดยการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสมในห้องเรียนและภายนอกห้องเรียน ครูสามารถออกแบบกิจกรรมที่กระตุ้นความสนใจของเด็ก เช่น การใช้ภาพประกอบการสอน หรือการใช้เทคนิคการเรียนการสอนที่หลากหลาย เพื่อทำให้เด็กสามารถเข้าใจและเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้น การกระตุ้นและให้โอกาสเด็กได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสนทนาและทำกิจกรรมต่างๆ เป็นการฝึกฝนที่สำคัญ การสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและสนับสนุนให้เด็กกล้าใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันถือเป็นกุญแจสำคัญในการเรียนรู้ภาษาในช่วงวัยนี้


4. "เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษให้เด็กปฐมวัย: วิธีการที่สร้างสรรค์และมีส่วนร่วม"

เทคนิคการสอนที่สร้างสรรค์และมีส่วนร่วมสามารถทำให้เด็กสนุกกับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษและพัฒนาทักษะทางภาษาได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น การใช้ภาพประกอบหรือสื่อการเรียนรู้ที่น่าสนใจ เช่น หนังสือภาพ การใช้เกมการศึกษาในการฝึกคำศัพท์และไวยากรณ์ที่เด็กสามารถทำได้ด้วยตนเอง การร้องเพลงและการเต้นรำช่วยให้เด็กเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ และทบทวนคำศัพท์เดิมไปพร้อมกัน การทำกิจกรรมกลุ่ม เช่น การเล่นละครเล็กๆ หรือการตั้งคำถามและคำตอบในกลุ่มเด็ก ยังช่วยฝึกฝนการสื่อสารภาษาอังกฤษในสภาพแวดล้อมที่เป็นกันเองและไม่เครียด ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ในรูปแบบที่สนุกสนานและไม่รู้สึกเบื่อหน่าย


5. "การพัฒนาภาษาอังกฤษผ่านการเล่านิทานและการฟัง"

การเล่านิทานเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สำคัญในการพัฒนาทักษะการฟังและการพูดในภาษาอังกฤษ โดยสามารถเลือกนิทานที่เหมาะสมกับวัยและความสนใจของเด็ก การเล่านิทานไม่เพียงแต่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ แต่ยังช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในโครงสร้างของประโยคและการใช้งานภาษาที่ถูกต้อง การฟังนิทานภาษาอังกฤษเป็นการฝึกฝนทักษะการฟังที่สำคัญในการเรียนรู้ภาษา เมื่อเด็กได้ฟังเรื่องราวและคำศัพท์ที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน ก็จะช่วยให้เด็กสามารถเข้าใจและใช้ภาษาอังกฤษในบริบทต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น


6. "การบูรณาการภาษาอังกฤษในกิจกรรมการเรียนรู้ประจำวันของเด็กปฐมวัย"

การบูรณาการภาษาอังกฤษในกิจกรรมต่างๆ เช่น การทานอาหาร การเล่นกีฬา หรือการทำงานศิลปะจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ในบริบทที่เป็นธรรมชาติ โดยไม่รู้สึกว่ากำลังเรียนหนังสือ ตัวอย่างเช่น การสอนคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับสี รูปร่าง หรือกิจกรรมในระหว่างการทำงานศิลปะ เช่น "red", "blue", "circle", "square" หรือการใช้คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการเล่นกีฬา เช่น "run", "jump", "kick" เด็กจะได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ในขณะที่สนุกกับกิจกรรมต่างๆ และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง


7. "พัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย: เมื่อภาษาอังกฤษกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน"

การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในเด็กปฐมวัยเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและค่อยเป็นค่อยไป เมื่อเด็กเรียนรู้ภาษาอังกฤษตั้งแต่ต้นวัย ภาษาอังกฤษจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของพวกเขา การศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษาของเด็กจะช่วยให้เข้าใจถึงการพัฒนาของสมองและทักษะภาษาในแต่ละช่วงวัย การเรียนรู้ภาษาอังกฤษในช่วงนี้จะช่วยพัฒนาไม่เพียงแต่ทักษะการพูดและการฟัง แต่ยังรวมถึงทักษะในการอ่านและเขียนเมื่อเด็กโตขึ้น การเสริมสร้างทักษะภาษาอังกฤษให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใช้ภาษาที่มีทักษะและสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต


ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางที่สามารถนำมาปรับใช้ในการสัมมนาเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในเด็กปฐมวัย โดยการนำเสนอวิธีการและแนวทางที่หลากหลายในการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในสภาพแวดล้อมจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ.


- ทำเอกสารมอบหมายงาน ออกเเบบโครงการ แบ่งหน้าที่ของแต่ละคนว่าจจะทำอะไร


เครื่องมือที่ใช้ในการสอน

วิธีการ คือ ถามตอบ เเลกเปลี่ยนข้อมูล

สื่อ คือ โปรเจคเตอร์




ครั้งที่ 1

 ความรู้ที่ได้

- อาจารย์ เเนะนำมคอ. อธิบายรายวิชาการเรียนรู้ในต่างในวิชาสัมมนาการศึกษาปฐมวัย 

- พร้อมสร้างข้อตกลงร่วมกันภายในห้องเรียน 

  • ความตรงต่อเวลา
  • การแต่งกาย

- อาจารย์ให้เขียนในกระดาษA4เกี่ยวกับวิชาสัมมนาทางการศึกษาปฐมวัยว่าวิชานี้ เรียนเกี่ยวกับอะไร ต้องรู้อะไรบ้าง หรือต้องมีการจัดสัมมนาเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องอะไร


- บรรยายเนื้อหาเกี่ยวกับสัมมนา โครงการ ความสำคัญ ปัญหา

- เเลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับวิจัยในชั้นเรียน ในหัวข้อที่จะทำ

- จับกลุ่ม 5 คน เพื่อจะทำสัมมนาโดยให้แต่ละกลุ่มคิดชื่อและหัวข้อที่จะจัดสัมมนา


เครื่องมือที่ใช้ในการสอน

วิธีการ คือ ถามตอบ เเลกเปลี่ยนข้อมูล

สื่อ คือ โปรเจคเตอร์








เข้าฝึกอบรมสัมมนาเอง ทางออนไลน์ 2 กิจกรรม

  โครงการอบรมออนไลน์ มหัศจรรย์หนังสือภาพสู่การพัฒนาทักษะรอบด้านสำหรับเด็กปฐมวัย - อบรมเกี่ยวการพัฒนาทักษะรอบด้านของเด็กปฐมวัยผ่านการทำกิจกรร...