Saturday, April 5, 2025

เข้าฝึกอบรมสัมมนาเอง ทางออนไลน์ 2 กิจกรรม

  โครงการอบรมออนไลน์ มหัศจรรย์หนังสือภาพสู่การพัฒนาทักษะรอบด้านสำหรับเด็กปฐมวัย

- อบรมเกี่ยวการพัฒนาทักษะรอบด้านของเด็กปฐมวัยผ่านการทำกิจกรรมและการใช้หนังสือนิทานเข้าช่วยในการพัฒนา




อบรมออนไลน์ กิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย

- อบรมเกี่ยวกับกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ แบบเชิงสร้างสรรค์ ให้เด็กได้มามีส่วนร่วมกับกิจกรรมได้รู้จักการเคลื่อนไหวต่างๆ









ครั้งที่ 17

 ความรู้ที่ได้

- กลุ่มสัมมนากลุ่มที่ 11 หัวข้อ คือ GEN Z สร้างสรรค์พาชาติไทยเจริญ

- Generation หรือที่เรียกสั้นๆว่า Gen คือ การแบ่งกลุ่มประชากรตามหลักประชากรศาสตร์ (Demography) โดยมีการแบ่ง Gen ตามช่วงปีเกิด โดยจะแบ่งเป็น 5 Gen คือ Gen B, Gen X, Gen Y, Gen Z และ Gen Alpha ซึ่งแต่ละรุ่นมีข้อดีและลักษณะพิเศษที่แตกต่างกัน 

- Gen B (Baby Boom Generation)

Gen B คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2489-2507 (1946-1964) บรรดาคนพวกนี้เกิดมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง ที่เรียกคนพวกนี้ว่าเจนบีเพราะว่าในระหว่างสงครามบรรดาผู้ชายต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ครั้นสงครามสงบลงก็เลยกลับมาแต่งงานแล้วรีบมีลูกกันยกใหญ่แบบว่าอั้นไว้นาน คน ที่เป็นเจนบีนี้เยอะมาก เรียกว่าบูม! คือเด็กเกิดกันแบบระเบิดเลยละ พ่อแม่ของคนพวกนี้ประสบความลำบากยากแค้นมาตลอดชีวิต จากวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลกเมื่อ พ.ศ.2472 ที่ส่งผลให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สองในที่สุด


- Gen X

Gen X คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2508-2522 (1965-1979) คนกลุ่มนี้ก็คือลูกหลานของพวกเจนบีนั่นเองซึ่งช่วง พ.ศ.2508-2522 นี้เป็นช่วงของสันติภาพ ความมั่งคั่งขยายไปทั่วโลก และแนวความคิดคุมกำเนิดพร้อมทั้งยาคุมกำเนิดเกิดมีขึ้นมากมาย จำนวนการเกิดของเด็กช่วงนี้จึงลดลงมาก บางทีก็เรียกพวกนี้ว่า Baby Bust Generation (Bust นี่ตรงกันข้ามกับบูม)


- Gen Y

Gen Y หรือ Millennials คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2523-2540 (1980-1997) เป็นกลุ่มคนที่โตมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์-อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีไอที พวกนี้เป็นลูกของพวกเจนเอ็กซ์ ที่ได้ชื่อว่าเจนวายก็เนื่องจากเห็นพ่อแม่กับ ปู่ ย่า ตา ยายทะเลาะเถียงกันในค่านิยมที่แตกต่างกันและเมื่อทะเลาะกันมากเข้าเรื่องก็ มาลงที่เด็กที่ไม่รู้เรื่องอะไร


- Gen Z

Gen Z คือ คนที่เกิดหลัง พ.ศ. 2541-2565 (1998-2024) กลุ่ม Gen Z นี้ จะเติบโตมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายที่อยู่แวดล้อม มีความสามารถในการใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ และเรียนรู้ได้เร็ว เพราะพ่อแม่ใช้สิ่งเหล่านี้อยู่ในชีวิตประจำวัน


- Gen Alpha

Gen A หรือ Gen Alpha คือ กลุ่มคนนี้จะเกิดในช่วงปี พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป หรือง่ายๆ คือคน เจนอัลฟ่านั้นจะเกิดในช่วง ศตวรรษที่ 21 นั่นเอง จึงเรียกว่าเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่


กิจกรรมที่ 1 เกมข้อความนำโชค เป็นเกมบิงโกที่ให้เราได้คิดถึงเครื่องแต่งกายในยุดต่างๆ ว่าแต่ละยุคนั้นแต่งตัวกันยังไงบ้าง นำมาใส่ตาราง เป็นเกมที่ช่วยฝึกคิด และการจำ


กิจกรรมที่ 2 ใครเร็วกว่ากัน การแต่งตัวที่ให้แต่ละกลุ่มนำเสื้อผ้ามาคนละหนึ่งชิ้น มาคิดและออกแบบให้เป็นเครื่องแต่งกาย ชิ้น 1 เป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมทักษะการคิด จินตนาการสร้างสรรค์ ออกแบบ


กิจกรรมที่ 3 มัดย้อมมัดใจ การรวมมือร่วมใจในการทำผ้ามัดย้อม ซึ่งเราสามารถนำไปปรับในในการสอนเด็กได้ พร้อมอาจเปลี่ยนอุปกรณ์จากเสื้อมาเป็นผ้าเช็ดหน้า เพื่อฝึกกล้ามเนื้อมือเด็กขณะทำกิจกรรม การออกแบบลวดลายของผ้ามัดย้อมตามจินตนาการ 


เครื่องมือที่ใช้ในการสอน

วิธีการ คือ ถามตอบ เเลกเปลี่ยนข้อมูล กิจกรรมGEN Z สร้างสรรค์พาชาติไทยเจริญ

สื่อ คือ โปรเจคเตอร์ เสื้อผ้าต่างๆ เพลง 










ครั้งที่ 16

 ความรู้ที่ได้

- กลุ่มสัมมนากลุ่มที่ 10 หัวข้อ คือ สร้างสรรค์ 3มิติ ในโลกกราฟฟิค

- การสร้างสรรค์ 3 มิติในโลกกราฟิกคือการสร้างโมเดลและภาพที่สามารถแสดงผลในมิติทั้งสามโดยการใช้ซอฟต์แวร์และเครื่องมือกราฟิกที่ช่วยในการออกแบบและจำลองวัตถุหรือสภาพแวดล้อมในรูปแบบ 3D ที่มีความสมจริงหรือเป็นนามธรรมตามความต้องการ

- การใช้เทคโนโลยีในการช่วยอำนวยความสะดวก เช่น การแต่งเพลง คำคล้องจอง หรือช่วยสรุปเนื้อหา

- การใช้เทคโนโลยีมาปรับใช้ในการสอนจะช่วยให้เด็กสามารถเข้าใจในสื่อเทคโนโลยีได้ง่าย ทันต่อโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

กิจกรรมที่ 1 การใช้โปรแกรมChatGPT ช่วยออกแบบสามมิติ


กิจกรรมที่ 2 การสร้างสามมิติจากดินน้ำมัน ที่เราได้ออกแบบไว้


กิจกรรมที่ 3 การใช้ChatGPT ช่วยแต่งคำคล้องจอง


เครื่องมือที่ใช้ในการสอน

วิธีการ คือ ถามตอบ เเลกเปลี่ยนข้อมูล กิจกรรมสร้างสรรค์ 3มิติ ในโลกกราฟฟิค

สื่อ คือ โปรเจคเตอร์ เพลง ดินน้ำมัน 













ครั้งที่ 15

ความรู้ที่ได้

- กลุ่มสัมมนากลุ่มที่ 9 หัวข้อ คือ Coding คิดได้ เล่นเป็น

- จัดรูปแบบอนนไลน์

- Coding เป็นการเรียนรู้แนวคิดการเขียนโปรแกรม (Coding) โดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ เป็นการเรียนแบบออฟไลน์ โดยใช้อุปกรณ์ที่จับต้องได้ เช่น กระดาษ ผ้า เกม หรือการเล่นร่วมกัน ซึ่งเหมาะสำหรับเด็กเล็กหรือผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเรียนรู้หลักการพื้นฐานของ Coding

- Coding สำหรับเด็กอนุบาล 

ในวัยอนุบาล เด็ก ๆ จะเรียน Coding ในรูปแบบ Unplugged Coding เป็นการเรียนรู้แบบไม่ใช้คอมพิวเตอร์ แต่เรียนรู้ผ่านการเล่น เรียนรู้จากการใช้ชีวิตประจำวัน ผ่านสื่อที่เหมาะกับเด็กวัยอนุบาล เช่น กิจกรรมสนุก ๆ เกม นิทาน บัตรภาพ หรือบทเพลง


- Coding เป็นการสอนให้ลูกรู้จักแก้ปัญหาจากโจทย์ง่าย ๆ ที่ตั้งไว้ เช่น จะพาหนูน้อยหมวกแดงเดินทางไปเส้นทางไหนที่ไม่ผ่านสวนดอกไม้และหมาป่า เด็ก ๆ จะได้ฝึกการคิดแก้ปัญหา การวางแผนอย่างเป็นระบบ ผ่านการเขียนชุดคำสั่งเป็นโค้ด รหัส หรือสัญลักษณ์ง่าย ๆ เช่น ลูกศร หรือการใช้สีแทนค่าแทนคำตอบ โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างโจทย์ง่าย ๆ ได้เพื่อให้เด็กได้ลงมือทำด้วยตนเองและเกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้


- Coding สำคัญกับเด็ก ๆ อย่างไร

  • รู้จักวางแผนอย่างเป็นลำดับขั้นตอน
  • รู้จักการคิดแบบยืดหยุ่น
  • ได้พัฒนาการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลและเป็นระบบ
  • ได้ฝึกการคิดแก้ปัญหา


กิจกรรมที่ สร้างแบบCoding ให้สร้างCoding เกี่ยวกับอะไรก็ได้ ซึ่งจะสร้างทำเป็นสื่อการเรียนการสอนของเด็กอนุบาลได้ด้วย


เครื่องมือที่ใช้ในการสอน

วิธีการ คือ ถามตอบ เเลกเปลี่ยนข้อมูล กิจกรรมCoding คิดได้ เล่นเป็น

สื่อ คือ เกมCoding








ครั้งที่ 14

ความรู้ที่ได้

- กลุ่มสัมมนากลุ่มที่ 8 หัวข้อ คือ STEM Fun and Learn สนุกคิด สนุกสร้าง

- STEM ย่อมาจาก Science, Technology, Engineering and Mathematics หรือการบูรณาการความรู้ระหว่าง 4 สาขาวิชา ซึ่งได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์

- STEM  คือการนำเอาทักษะ STEM มาจัดเป็นรูปแบบการศึกษา ที่ผสานรวมหรือบูรณาการความรู้ทั้ง 4 สาขาเข้าด้วยกัน

  1. Science (วิทยาศาสตร์) เน้นไปที่การศึกษาหาความรู้เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติ ผ่านกระบวนการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Enquiry) ซึ่งได้แก่ การตั้งสมมติฐานค้นคว้าอย่างมีขั้นตอน รวบรวมหลักฐาน ทดลองเพื่อพิสูจน์ และสรุปยอดความรู้ตามข้อมูลที่ได้
  2. Technology (เทคโนโลยี) เน้นไปที่การนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง รวมไปถึงการแก้ปัญหา ปรับปรุง พัฒนาหรือคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ที่ช่วยตอบสนองความต้องการของคนเรา โดยอาศัยกระบวนการทำงานทางเทคโนโลยี
  3. Engineering (วิศวกรรมศาสตร์) เน้นไปที่การนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มาใช้พัฒนาเครื่องจักร หรือสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ สำหรับอำนวยความสะดวกและยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์และธรรมชาติรอบตัวเรา
  4. Mathematics (คณิตศาสตร์) เน้นไปที่การคำนวณ ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ เช่น การเปรียบเทียบ การจัดกลุ่ม การจำแนก รวมถึงการบอกรูปร่างและคุณสมบัติต่าง ๆ เป็นต้น และยังให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความคิดรวบยอด (Concept) คณิตศาสตร์จึงถือเป็นสาขาวิชาที่ช่วยเชื่อมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์เข้าไว้ด้วยกัน

- ความสำคัญของ STEM

  • การแก้ปัญหาและนวัตกรรมความรู้และทักษะในวิชา STEM ช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคม
  • การพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21การศึกษาในวิชา STEM ช่วยพัฒนาทักษะที่สำคัญ เช่น การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และการสื่อสาร ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในยุคที่เทคโนโลยีและข้อมูลมีบทบาทสำคัญ


กิจกรรมที่ 1 นักสืบลายนิ้วมือ สืบหาคนร้ายจากลายนิ้วมือ ช่วยฝึกการสังเกต คิดวิเคราะห์เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ


เครื่องมือที่ใช้ในการสอน

วิธีการ คือ ถามตอบ เเลกเปลี่ยนข้อมูล กิจกรรมSTEM Fun and Learn สนุกคิด สนุกสร้าง

สื่อ คือ โปรเจคเตอร์ เพลง สืบหาลายนิ้วมือ




ครั้งที่ 13

   ความรู้ที่ได้

- กลุ่มสัมมนากลุ่มที่ 7 หัวข้อ คือ สารนิทัศน์ ประเมินเด็กได้จริงหรือ ?

- สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย (Documentation for Young Children)

หมายถึง การจัดทำข้อมูลที่ เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย จากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวที่บันทึกไว้เป็นระยะ จะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา อีกทั้งยังสะท้อนถึง ประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูด้วย

- สารนิทัศน์ -- กระบวนการจัดทำสารนิทัศน์ 

  • สารนิทัศน์ประเภทที่ 1 การบรรยายเรื่องราวหรือประสบการณ์ 
  • สารนิทัศน์ประเภทที่ 2 การสังเกตพัฒนาการเด็ก 
  • สารนิทัศน์ประเภทที่ 3 แฟ้มสะสมผลงาน 
  • สารนิทัศน์ประเภทที่ 4 ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม 
  • สารนิทัศน์ประเภทที่ 5 การสะท้อนตนเอง


- สารนิทัศน์สำคัญอย่างไร 

การจัดทำสารนิทัศน์ เป็นการจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานหรอืแสดงใหเ้ห็นร่องรอยของ การเจริญ เติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งหลักฐานและข้อมูลที่บันทึกเป็นระยะๆ จะเป็นข้อมูลอธิบายภาพเด็ก สามารถบ่งบอกถึงพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา

  • พอร์ตโฟลิโอสำหรับเด็กเป็นรายบุคคล เช่น การเก็บชิ้นงานหรือภาพถ่ายเด็กขณะทำกิจกรรม มีการใช้แถบ บันทึก เสียง แถบบันทึกภาพแสดงให้ เห็นถึงความก้าวหน้าในงานที่เด็กทำ เป็นต้น
  •  การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับ เช่น การสอนแบบโครงการ (Project Approach) สามารถให้สารนิทัศน์เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กทุกด้าน ทั้งประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กและการสะท้อนตนเองของครู รูปแบบการบรรยายเรื่องราวจึงมีหลายรูปแบบ อาจได้จากการบันทึกการสนทนาระหว่างเด็กกับครู เด็กกับเด็ก การบันทึกของครู 
  •  การสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็ก เช่น ใช้แบบสังเกตพัฒนาการ การบันทึกสั้น เป็นต้น 
  •  ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม ที่แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ ความสามารถ ทักษะจิตนิสัยของเด็ก ครูที่ชำนาญจะนำผลงานของเด็กมาใช้ดูพัฒนาการและกระบวนการทำงานของเด็ก ครูส่วนใหญ่มักจะเก็บผลงาน



- สารนิทัศน์มีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร 

  • การจัดทำสารนิทัศน์ที่หลากหลาย จะช่วยครูในแง่ของการตรวจสอบคุณภาพของการศึกษาที่ดี เนื่องจากการศึกษาในปัจจุบันเน้นการประเมินเพื่อตรวจสอบความเข้มแข็งของการศึกษา ซึ่งส่งผลให้โรงเรียนและหน่วยงานที่จัดโปรแกรมการศึกษาปฐมวัย 
  • ครูที่จัดทำสารนิทัศนอ์ย่างสม่ำเสมอ จะจัดประสบการณ์ให้กับเด็กได้สอดคล้องปัญหาและพัฒนาการเด็ก ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาสมองอย่างชัดเจน สารนิทัศน์สามารถช่วยครูให้จัดประสบการณ์ให้กับเด็กได้ตรงประเด็น เนื่องจากงานวิจัยเกี่ยวกับสม
  • ครูจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อจัดทำสารนิทัศน์ เพราะจะมีการวางแผนทั้งด้านการจัดชั้นเรียน การตัดสินใจว่าจะทำอะไรก่อนหลัง รวมถึงการใช้คำถามเพื่อกระตุ้นเด็ก เนื่องจากครูมีข้อมูลและสารสนเทศที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กิจกรรม คือ วางเเผนการทำสื่อ โดยออกเเเบบลงกระดาษ เเละค่อยลงมือประดิษฐ์สื่อ โดยเลือกทำวัฏจักรของผีเสื้อ


อุปกรณ์ที่เลือก แผงไข่ สี กรรไกร ฝาขวด หลอด แก้ว


เครื่องมือที่ใช้ในการสอน

วิธีการ คือ ถามตอบ เเลกเปลี่ยนข้อมูล กิจกรรมสารนิทัศน์ ประเมินเด็กได้จริงหรือ ?

สื่อ คือ โปรเจคเตอร์ เพลง แผงไข่ สี กรรไกร ฝาขวด หลอด แก้ว











ครั้งที่ 12

ความรู้ที่ได้

- กลุ่มสัมมนากลุ่มที่ 6 หัวข้อ คือ สร้างภูมิคุ้มกันในโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่ใช้ EF ไม่ได้แล้ว

- ทักษะสมอง Executive Functions หรือ EF คือ เป็นกระบวนการทำงานของสมองส่วนหน้าที่ช่วยให้คนเราสามารถควบคุม ความคิด อารมณ์ พฤติกรรม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ กล่าวได้ว่า EF เป็นความสามารถของสมองที่ใช้บริหารจัดการชีวิตในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งในด้านการเรียน การทำงาน โดยที่เราสามารถฝึกฝน และพัฒนาทักษะสมอง EF ได้อย่างต่อเนื่อง โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะสมอง EF คือ ช่วงปฐมวัย เพราะสมองส่วนหน้าพัฒนา

ได้มากที่สุด ผู้ที่ได้รับการฝึกฝน EF จะเป็นผู้ที่สามารถคิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น

มีสุขภาพกายและใจที่ดี และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข


องค์ประกอบของ EF (Executive Functions)

นักวิชาการในประเทศไทยจากองค์กรต่าง ๆ ได้แบ่งทักษะ EF ออกเป็น 9 ด้าน และสามารถ

แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ 3 ทักษะ ดังนี้


กลุ่มทักษะพื้นฐาน


1. ความจำเพื่อใช้งาน (Working Memory) การจำข้อมูล และจัดการกับข้อมูล คิดเชื่อมโยง

กับประสบการณ์เดิม และประมวลผลเพื่อนำไปใช้งานต่อ


2. การยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) หยุดคิด และไตร่ตรองก่อนทำหรือพูด พิจารณาข้อมูลต่าง ๆ และรู้จักรอ


3. การยืดหยุ่นความคิด (Shift/Cognitive Flexibility) ปรับความคิดเมื่อเงื่อนไข หรือสถานการณ์เปลี่ยนไป รู้จักคิดนอกกรอบ และเห็นวิธีการรวมทั้งโอกาสใหม่ ๆ


กลุ่มทักษะกำกับตนเอง


4. การจดจ่อใส่ใจ (Focus/Attention) มีสมาธิต่อเนื่อง จดจ่อในสิ่งที่ทำ


5. การควบคุมอารมณ์ (Emotional Control) จัดการกับอารมณ์ และแสดงออกได้อย่าง

เหมาะสม มีความมั่นคงทางอารมณ์


6. การติดตามประเมินตนเอง (Self-Monitoring) รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ทบทวนการกระทำ

และสะท้อนผลการกระทำของตัวเองได้ แก้ไขเมื่อพบข้อบกพร่อง


กลุ่มทักษะการปฏิบัติ


7. การริเริ่มและลงมือทำ (Initiating) มีความคิดริเริ่ม คิดนอกกรอบได้ ตัดสินใจลงมือทำ

ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้ใครเตือน


8. การวางแผนและจัดระบบดำเนินการ (Planning and Organising) ตั้งเป้าหมาย วางแผน

เป็นขั้นตอน จัดลำดับความสำคัญ ดำเนินการอย่างเป็นระบบ


9. การมุ่งเป้าหมาย (Goal-Directed Persistence) มีแรงจูงใจ และความพยายามเพื่อทำตาม

เป้าหมายที่ตั้งไว้ให้สำเร็จ มีความมุ่งมั่น อดทนต่อความยากลำบากได้


- EF สำคัญต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร

ทักษะสมอง EF เป็นทักษะที่ต้องได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะสมอง EF คือช่วงวัยปฐมวัย 3 – 6 ปี สำหรับการพัฒนาทักษะสมอง EF ในวัยเด็ก มีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จด้านการเรียน เพราะเด็กใช้ทักษะนี้เพื่อจดจำเนื้อหาที่เรียน ทำตามคำสั่ง

ได้ต่อเนื่อง หลีกเลี่ยงต่อสิ่งเร้าที่จะทำให้วอกแวกกับการเรียน ปรับตัวเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง

กฎระเบียบ แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้เหมาะสม ควบคุมอารมณ์ของตนเอง และทำงานที่ได้รับมอบหมายเป็นเวลายาวนานได้ นอกจากเรื่องการเรียนแล้วยังช่วยเรื่องสังคม เช่น การทำงานเป็นกลุ่ม ความเป็นผู้นำ กล้าคิดตัดสินใจ ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง และทำงานจนบรรลุเป้าหมาย


กิจกรรมที่ทำคือ การเลือกนิทาน 1 เรื่อง กระต่ายกับเต่า พร้อมบอกว่านำไปใช้ในการสอนได้อย่างไร มีข้อคิดอะไร สามารถนำมาปรับใช้ในศตวรรษ 21


เพลง EF ของอาจารย์ดร.จินตนา สุขสำราญ

ทักษะ ทักษะพื้นฐาน เรื่องราวเล่าขานความจำเพื่อใช้งาน    

ตรึงตรงช้ำใจนานนาน (ซ้ำ) ยืดหยุ่นสำราญคิดนอกกรอบเอย (ซ้ำ)

จดจ่อ สมาธิมั่น ควบคุมนั้นหนาอารมณ์ตนเอง


ทบทวน ทบทวน โดยพลัน (ซ้ำ) อย่าหุนหันปรับแก้ให้ดี (ซ้ำ)


คิดแล้วต้องลงมือ วางแผนนั้นหรือเพื่อดำเนินการ


พากเพียร พากเพียรจนชำนาญ (ซ้ำ) สุข..สราญบรรลุเป้าไปเลย (ซ้ำ)



เครื่องมือที่ใช้ในการสอน

วิธีการ คือ ถามตอบ เเลกเปลี่ยนข้อมูล กิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันในโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่ใช้ EF ไม่ได้แล้ว

สื่อ คือ โปรเจคเตอร์ เพลงef











เข้าฝึกอบรมสัมมนาเอง ทางออนไลน์ 2 กิจกรรม

  โครงการอบรมออนไลน์ มหัศจรรย์หนังสือภาพสู่การพัฒนาทักษะรอบด้านสำหรับเด็กปฐมวัย - อบรมเกี่ยวการพัฒนาทักษะรอบด้านของเด็กปฐมวัยผ่านการทำกิจกรร...